บทที่ 7 ไร่เปี่ยมรัก (2)
ไร่เปี่ยมรัก
สองพ่อลูกเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมงก็มาถึงไร่ดอกไม้ขนาดใหญ่พื้นที่กว่าร้อยไร่ซึ่งเต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิด
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับลูกสาวของพ่อ” พ่อเลี้ยงธานินทร์วิ่งมาเปิดประตูรถยนต์ด้านข้างคนขับให้ลูกสาวสุดที่รักของท่าน “หนูจะพักผ่อนก่อนไหม”
“ก็ดีเหมือนกันค่ะ” ตั้งแต่เมื่อคืนรมณก็ยังไม่ได้นอน เธอคิดว่าหากได้หลับสักตื่นคงดีร่างกายสดชื่นสมองปลอดโปร่ง พอสาย ๆ หน่อยค่อยออกเดินชมไร่ จะได้จัดการปัญหาได้อย่างมีคุณภาพ
หลังรมณนอนหลับไปหนึ่งตื่นพอให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า เวลาสายมาเยือนหญิงสาวจึงเดินรอบ ๆ ไร่เปี่ยมรัก เธอต้องหยิบใส่หมวกกันแดดอันร้อนแรง แม้จะไม่สามารถป้องแสงUV ที่เผาร่างกายให้ดำปี๋เลยก็ตาม
ระหว่างที่ออกเดินรมณก็เริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของไร่เปี่ยมรักที่ปลูกดอกไม้มากเกินกว่าเหตุ มีทั้งดอกทานตะวันที่ปลูกเกิน1 ใน 3 ส่วนของไร่เปี่ยมรักซึ่งถือว่าปลูกเยอะกว่าปีก่อน ๆ มาก ไหนจะดอกลาเวนเดอร์นั่นอีกที่ก็ปลูกตามกันมาติด ๆ แต่ก่อนไร่เปี่ยมรักจะปลูกดอกไม้ที่มีสัดส่วนดอกไม้เท่าๆ กันและจะปลูกดอกไม้หลายสิบชนิดสลับหมุนเวียนตามฤดูกาล ไม่มีปลูกชนิดไหนมากเป็นพิเศษยกเว้นดอกกุหลาบที่เป็นที่ต้องการของตลาด และกิจการอีกอย่างของไร่เปี่ยมรักยังมีการจัดสวนเพื่อเตรียมกาลเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมไร่ในฤดูกาลดอกไม้บานด้วย แต่ครั้งนี้ทำไมไร่ของเธอถึงเปลี่ยนไป
“ยังกล้ามา?” ธาดาหนุ่มเจ้าสำอางที่ชมชอบเพศเดียวกันเดินกางร่มมาหยุดตรงหน้ารมณ
“ทำไมต้องกลัว?” รมณถอดหมองใบใหญ่บนหัวมาพัดให้ตัวเองคลายร้อน เธอไม่กลัวดำเพราะเธอกลัวร้อนมากกว่า
“ครั้งนี้แม่ฉันเอาจริงแน่นอน” ธาดาอยากเตือนรมณให้ระวังตัว ถึงทุกครั้งแม่เลี้ยงมะลุลีมารดาของเขาจะเร่งเร้าให้น้องสาวมีคู่ครองแต่ก็ไม่มีครั้งไหนจริงจังเท่าครั้งนี้แน่นอน อันที่จริงมารดาของเขานั้นมีความมุ่งมั่นอยากให้ลูกหลานได้แต่งงาน เพราะกลัวลูกหลานจะเบี่ยงเบนทางเพศไปกันหมด
“…..” รมณนิ่งไปสักพักก่อนจะยักไหล่อย่างไม่กังวล “ทุกครั้งก็พูดแบบนี้”
“ไปหาที่นั่งกันเถอะ” ธาดามองพิจารณาจุดที่พวกเขาคุยกันก็รู้สึกไม่ชอบใจเพราะมันร้อนมาก แดดก็แรงจึงกลัวผิวขาวผ่องของตัวเองจะเสียเอาได้
“ก็ไปสิ” รมณเชิญให้พี่ชายออกเดินเลือกพื้นที่พูดคุยได้ตามใจชอบ
ธาดาเดินมาหยุดที่ซุ่มดอกไม้ซึ่งเป็นที่ประจำที่พวกเขาพี่น้องจะชอบใช้เป็นที่พักผ่อนยามที่ต้องการความสงบร่มเย็น
“ทีนี้ก็เล่ามาเลยค่ะ” เมื่อทั้งสองหาที่นั่งให้ตัวเองเรียบร้อยรมณก็เอ่ยปากให้พี่ชายตรงหน้าชี้แจงรายละเอียดที่แม่เลี้ยงมะลุลีเตรียมไว้ต้อนรับเธอ
ธาดาไม่พูดมากให้เจ็บคอเขายื่นโทรศัพท์ที่แอบถ่ายรูปชายหนุ่มที่มารดาเตรียมไว้ให้รมณดูตัว “แกดูซะ”
“เหมือนกิ้งก่าเลย” รมณมองการแต่งตัวของผู้ชายในรูปก็อดใจวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ อันที่จริงผู้ชายคนนี้ก็หน้าตาดีระดับหนึ่งแต่ว่าการแต่งตัวของเขานั้นไม่ไหมเลยเพราะเขาเล่นใส่ทองประโคมทั่วร่างกาย
ธาดาชะโงกหน้าเข้าไปดูให้ละเอียดอีกครั้ง “ก็คล้ายอยู่นะ”
“คิกๆ”
“ไม่ใช่ประเด็นล่ะ”
“เอาน่าขำๆ ยินดีไม่สนหรอกนะ ป้ามะลิแนะนำมายินดีก็กล้าเจอ”
“มั่นใจ คนนี้คารมดี ไม่งั้นพ่อแกคงไม่หลงจนแบ่งที่ดินเกินครึ่งไร่ปลูกทานตะวันกับดอกลาเวนเดอร์หรอก”
“น่าปวดหัวอยู่นะ” รมณทำหน้าเบื่อหน่าย แค่ปลูกดอกไม้ตามตารางของปีก่อน ๆ ที่ทำมาก็มีปัญหาให้จัดการไม่ไหวแล้ว ปีนี้ยังคิดเปลี่ยนแปลงตามคนอื่นอีก สุดท้ายก็มีปัญหาใหญ่เข้าจนได้ “ตอนนี้ส่งอะไรไปแล้วล่ะ”
“ดอกทานตะวันไง แต่ก็ส่งแค่ส่วนน้อย ส่วนที่เหลือไอ้กิ้งก่าของแกก็อ้างโน่นอ้างนี่ไม่ยอมรับเพราะอยากเจอหน้าคนในดวงใจ”
“........”
“คนนี่ท่าทางจะไล่ยาก” ธาดาไม่สนใจอาการของรมณ เขายังคงออกความเห็นต่อเพราะได้ข่าวว่าฝ่ายนั้นปลื้มน้องสาวของเขาเป็นอย่างมาก
“ไม่มีเจ้าอื่นมารับซื้อหรือไง” แม้รมณจะไม่คิดมากหากต้องเจอหน้าฝ่ายนั้นสักครั้ง แต่เธอก็ไม่อยากตกเป็นรองจนเกินไปการทำธุรกิจหากต้องเสียเปรียบคู่ค้าตลอดเวลาเราจะไม่สามารถหาแสวงผลกำไรได้เลย
“ยังไม่มี” นึกถึงเรื่องนี้ทีไรธาดาก็อารมณ์ขึ้นเพราะคนเป็นอาอย่างพ่อเลี้ยงธานินทร์ไม่คิดหาทางเลือกเพิ่มให้ตัวเองเลย แถมมารดาของเขาก็ยังเอ่อออไปด้วย “คนของเราก็สนับสนุนเขาด้วยนะสิ”
“งั้นก็มาดูกันค่ะ” รมณยิ้มเจ้าเล่ห์
